วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จุฬาชี้แจงแนะ เอก ลูกกตัญญู งดออกสื่อเพราะสงสารเด็ก ย้ำอธิการบดีไม่เคยปิดกั้น ยอมรับเจ้าหน้าที่ให้ข่าวผิด





จุฬาชี้แจงแนะ เอก ลูกกตัญญู งดออกสื่อเพราะสงสารเด็ก ย้ำอธิการบดีไม่เคยปิดกั้น ยอมรับเจ้าหน้าที่ให้ข่าวผิด
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
จุฬาชี้แจงแนะ เอก ลูกกตัญญู งดออกสื่อเพราะสงสารเด็ก ย้ำอธิการบดีไม่เคยปิดกั้น ยอมรับเจ้าหน้าที่ให้ข่าวผิด

ตามที่ ทีมข่าว Life on campus ได้นำเสนอข่าว อธิการบดีจุฬาฯสั่งเบรค เอก ลูกกตัญญู งดออกสื่อ หวั่นเสียภาพลักษณ์ ที่ปรากฏเป็นข่าวไปนั้น ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ติดต่อมาทางกองบรรณาธิการ และขอให้มีการชี้แจงอย่างละเอียดกับข่าวที่เกิดขึ้น
      
       ทีมข่าว Life on campus ขอชี้แจงดังนี้ คือ ทางทีมข่าวได้ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย และได้เบอร์โทรศัพท์โดยตรง ของ นายอินทัช สัตยานุรักษ์ หรือ เอก ลูกกตัญญู นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้โทรนัดหมาย และได้รับการตอบรับจาก เอกโดยตรง ให้เข้ามาสัมภาษณ์พร้อมถ่ายรูป ในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เอกเลิกเรียน และจะได้ถ่ายภาพขณะนำรถไปขายของรอบๆ มหาวิทยาลัย
      
        พอถึงเวลานัดหมาย ซึ่งทีมข่าวได้ไปตามเวลานัด ไม่สามารถติดต่อเอกได้ และทีมงานได้รออยู่บริเวณนัดเกือบสองชั่วโมงเต็ม มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ตึกคณะนิเทศาสตร์ว่า ขณะนี้เอก กำลังเข้าพบผู้บริหารในมหาวิทยาลัย และรองอธิการบดี เพื่อพูดคุยในเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากเอกได้กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน นับเป็นลูกกตัญญูตัวอย่าง จากการหาเงินช่วยแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง
      
        โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันกับทีมข่าวว่า การนัดหมายครั้งนี้จำเป็นต้องยกเลิกไปปัจจุบันทันด่วน เนื่องจาก ทางอาจารย์ที่ปรึกษาของเอก ขอให้เอกงดให้การสัมภาษณ์กับสื่อ เนื่องจากมีการพูดคุยกับทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยแล้วว่า ตั้งแต่เกิดกระแสข่าวขึ้น มีการเข้ามาดักรอ ขอสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี มีผลต่อการเข้าเรียนของเด็ก แม้ทางทีมข่าวจะแจ้งว่าได้มีการนัดหมายตามขั้นตอนผ่านเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย และ เจ้าตัวเอกก็รับทราบจากการพูดคุยกันทางโทรศัพท์
      
        ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยืนยัน กับทีมข่าว Life on campus เป็นคำสั่งจากอธิการบดีด้วยวาจามาว่า ให้เอกงดสัมภาษณ์กับสื่อช่วงนี้ไปก่อน และมีการอธิบายว่า เป็นคำสั่งจากอธิการบดีจริงๆ ให้บอกสื่อไปว่า ของดการสัมภาษณ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า มีการเข้ามาสัมภาษณ์มากเกินไป รบกวนเด็ก และอาจจะเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อมหาวิทยาลัย
      
       อาจารย์ เมธา เสรีธนาวงศ์ รองคณะบดี ฝ่ายกิจการนิสิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงกับ ทีมข่าว Life on campus ว่า การให้ข่าวที่เกิดขึ้นทีมข่าว Life on campus อาจจะเกิดความเข้าใจผิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งให้ข่าวว่าอธิการบดีสั่งห้าม แต่ยอมรับว่า ได้พูดคุยกับ เอก และพาเข้าพบ รองอธิการบดีจริง ถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และบอกกับเด็กว่า ถ้าเป็นไปได้ให้งดสัมภาษณ์ช่วงนี้ไปก่อน แต่ให้เอกตัดสินใจเอง เพราะเด็กอาจรับมือกับการตั้งคำถามของสื่อทุกๆ วันไม่ไหว
      
       “ทางอาจารย์ได้พูดคุยกันจริงครับ เพราะส่วนหนึ่งสื่อมาเยอะ บางสื่อไปดักรอน้องที่ห้องเรียน ผมจึงให้เอก ตัดสินใจเอง ให้งดสัมภาษณ์ช่วงนี้ก่อนดีไหม ซึ่งสงสารเด็ก บางวันมีโทรศัพท์เข้ามาเป็นร้อยๆ สาย ส่วนข่าวที่ว่า อธิการบดีสั่งนั้น เจ้าหน้าที่ซึ่งให้ข่าวไปอาจเข้าใจผิด คิดว่าเป็นคำสั่ง"
      
       ทางมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะท่านอธิการบดี ขอยืนยันว่า ไม่เคยปิดกั้นคนทำความดี มีแต่จะช่วยเหลือเด็ก ให้ทุนและเด็กสามารถเดินขายของในมหาวิทยาลัยได้ แต่ข่าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่จุฬาฯ บางคนที่ให้ข่าวว่า จุฬาฯ กลัวเสียภาพลักษณ์ โดยทางจุฬาฯ ขอทำหนังสือชี้แจงดังต่อไปนี้ 
      
       รศ.ดร.ธนิต ธงทอง รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีข่าวนิสิตจุฬาฯ ที่หารายได้เสริม ด้วยการขายอาหารในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง โดยได้มีการเผยแพร่ ข่าวว่าอธิการบดีจุฬาฯห้ามนิสิตไม่ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า อธิการบดีไม่เคยห้ามนิสิตให้สัมภาษณ์เพราะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายปกปิด "ความดีงามของนิสิต" การกระทำของนิสิตดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีงามและน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังสื่อให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดีของจุฬาฯ ที่มีนิสิตที่คิดดีทำดี มีความกตัญญู มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว จุฬาฯมีความภาคภูมิใจในนิสิตผู้นี้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีของนิสิต
      
       สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือนิสิตนั้น ทางคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯได้ให้ ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ในส่วนของมหาวิทยาลัย ทางผู้บริหารจุฬาฯ ได้พูดคุยกับนิสิตและได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือในเรื่องต่างๆตามมาตรการที่จุฬาฯ มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการให้คำปรึกษาเรื่องยาและการรักษาพยาบาล การพิจารณาทุนให้ความช่วยเหลือนิสิตในภาวะฉุกเฉิน และการช่วยเหลือจากพี่เก่าและหน่วยงานต่างๆ ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการศึกษาเล่าเรียนของนิสิตด้วย.

โลกช็อก!! ‘ฆ่าตัดหัว’ นักข่าวอเมริกัน รีบช่วยกันหยุด กลุ่ม ‘ไอซิส’...

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉ.3 ในหลวงพระพลานามัยดี น้ำหนักเพิ่ม งดถวายอาหารทางพระโลหิต





สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ตรวจพระวรกาย ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 3 ว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาโรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้คณะแพทย์ถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด (ตามแถลงการณ์ฉบับที่2) คณะแพทย์ฯ ได้รายงานผลการถวายการตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือพิเศษ โดยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า พระอามาสัย (กระเพาะอาหาร) พระอันตคุณ (ลำไส้เล็ก) พระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) พระยกนะ (ตับ) พระวักกะ (ไต) เป็นปรกติ การตรวจพระโลหิตเพื่อติดตามผลเมื่อวานนี้ พบว่าสภาวะทางโภชนาการดีขึ้น และไม่พบการอักเสบในระบบต่างๆ ของพระวรกายแต่อย่างใด

คณะแพทย์ผู้ถวายการตรวจพระวรกายได้รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระพลานามัยดีขึ้น น้ำหนักพระวรกายเพิ่มขึ้น คณะแพทย์ฯ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตงดการถวายสารอาหารเพิ่มทางหลอดพระโลหิตในระยะนี้

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง 

30 สิงหาคม 2557


ข้าราชการลุ้นขึ้นเงินเดือน 1 ต.ค.นี้ หลัง คสช.สั่งตัดงบประมาณปี 58 ของกว่า 400 หน่วยงาน



รายงานจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางฝ่ายนโยบาย กำลังรอดูการผลการตัดงบประมาณประจำปี 2558 ของหน่วยงานต่างๆ กว่า 400 แห่ง  ที่กำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการงบประมาณ โดยมีคำสั่งจากคสช.ให้ปรับลดงบประมาณประจำปี 2558 ลงอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท หากตัดงบได้แค่นี้จะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการในวันที่ 1 เมษายน 2558 แต่ทางคสช.อยากให้ตัดงบให้ได้ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อขึ้นเงินเดือนทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการ พร้อมทั้งเป็นการต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่
  
ทั้งนี้การขึ้นเงินเดือนเป็นแบบเฉลี่ยที่ 7%  โดยในส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เงินเดือนต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือนนั้น จะได้รับการปรับอัตราสูงสุดถึง 10% แต่ถ้าเงินเดือนสูงๆ หลายหมื่นบาทจะอยู่ที่ 5-6%


"วีระ" ฝากบอก "ประยุทธ์" จะแก้คอร์รัปชั่นต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างผู้นำจีน!



วีระ สมความคิด



เมื่อเวลา 10.00 น. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น อภิปรายในหัวข้อ ปฏิรูปประเทศไทยด้วยการต่อต้านการทุจริต เรื่อง การปราบปรามการทุจริต ว่า จากประสบการณ์การทำงานภาคประชาชนยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง คนส่วนใจเข้าใจว่าจะสามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากโลกได้ ไม่มีใครทำได้แต่ทำให้น้อยลงจนไม่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้ แบบอย่างเป็นเรื่องสำคัญ ถ้านายกฯไม่ทุจริต รัฐมนตรีก็ไม่กล้าทุจริต ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการกองก็ไม่กล้าทุจริต ตราบใดถ้านายกฯทุจริต คนในสังคมก็ต้องทุจริต เราไม่เคยพบว่านายกของไทยไม่ทุจริต เราต้องยอมรับความจริงอย่าโกหก ทุกรัฐบาลมีนโยบายการปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายสำคัญเวลาแถลงนโยบาย แต่ทำไมทุกรัฐบาลมีข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริต
    
“รัฐบาลไม่เคยเป็นเจ้าภาพการจัดงานไม่ส่งเสริมการปราบปรามคอร์รัปชั่น มีแต่ภาคเอกชนที่จัดงาน หน่วยงานราชการก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เราพยายามแก้ไขและปราบปรามการสถาบันพระปกเกล้า แต่คนทีมีอำนาจไม่สนองตอบ ต่อให้เพิ่มงบให้ ป.ป.ช. มากเท่าไหร่ก็ไม่เห็นว่าคอร์รัปชั่นลดน้อยลง ตราบใดที่ผู้บริหารประเทศคอร์รัปชั่นเสียเอง การปราบปรามก็ไม่สำเร็จ ประเทศที่การทุจริตน้อยลงในวงจำกัดเพราะรัฐบาลเอาจริงเอาจังทำเป็นตัวอย่าง ประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ เผด็จการแต่ก้าวหน้ากว่าประเทศประชาธิปไตยเพราะมีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลที่ผ่านมาคุณยิ่งลักษณ์มีความโปร่งใสมากใช่ไหม จึงต้องเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ การรัฐประหารทุกครั้งมีข้ออ้างสำคัญเรื่องรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหา ถ้าเป็นอย่างนี้ เรามารณรงค์แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไร ในทางปฏิบัติจริงไม่มีทางประสบความสำเร็จ ถ้าคนที่มีอำนาจไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เป็นต้นแบบและเป็นผู้ปฏิบัติที่จะให้คนในสังคมเห็นว่าต้องการให้ประเทศพ้นจากการทุจริตคอร์รัปชั่น
    
“เติ้ง เสี่ยวผิงมีวาทะว่า อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตนด้วยผลประโยชน์ของชาติ แต่ประเทศไทยในความคิดของนักการเมืองบางคนคือต้องตอบแทนประเทศชาติด้วยการกอบโกยเพื่อความสุขส่วนตัว ที่กล้าคอร์รัปชั่นเพราะผลตอบแทนความเสี่ยงคุ้มค่า ถ้าจะแก้ไขปราบปรามจะต้องทำให้ผลตอบแทนความเสี่ยงนี้ไม่คุ้มค่า ทุกวันนี้การคอร์รัปชั่นคุ้มกว่าการขายยาเสพติดไม่รู้กี่เท่า ไม่ต้องเสี่ยง สามารถแก้กฎหมายออกกฎหมายเตรียมการทุจริต ถูกจับได้ก็เอาผิดไม่ได้ ผลตอบแทนความเสี่ยงคุ้มค่าเป็นแสนเท่า เพราะแต่ละโครงการมูลค่าเป็นแสนเป็นล้าน ทุกวันนี้ถูกจับได้ก็สามารถซื้อกระบวนการยุติธรรมได้หมด” นายวีระกล่าวและว่า เมื่อวานฟังพล.อ.ประยุทธ์พูดในรายการคืนความสุขได้ยินว่าตอนนี้คสช.มีนโยบายให้ความสำคัญเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น คิดว่าน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ได้ฟังอย่างนี้มาทุกรัฐบาล อยากฝาก คสช.เอาไว้ในคำพูดของลอร์ดแอคตันว่า อำนาจนำมาซึ่งการคอร์รัปชั่น อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้คอร์รัปชั่นได้อย่างไม่จำกัด อยากฝากพล.อ.ประยุทธ์ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างผู้นำจีน พล.อ.ประยุทธ์ต้องเอาตนเองเป็นต้นแบบ ไม่เช่นนั้นหาวิธีแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไปอีกกี่ปีก็ไม่สำเร็จ
    
“เรื่องการตรวจสอบการทุจริตในหน่วยงานราชการเป็นเรื่องยาก เพราะมีพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการให้เปิดเผยข้อมูลแต่ล้มเหลวไปแล้ว จะไปขอทราบก็ยาก หน่วยงานของผม 90 เปอร์เซ็นต์รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการ ที่เขาไม่ไปยื่น ป.ป.ช. เพราะต้องเปิดเผยตัว ผมยื่นเรื่องร้องเรียนป.ป.ช. 14 กุมภาพันธ์ 2549 ให้ตรวจสอบผู้การกองปราบท่านหนึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไม่รับคำร้องทุกข์กรณีคุณทักษิณซื้อที่ดินรัชดา ป.ป.ช. กับ กองปราบ โยนไปมาบอกไม่ใช่อำนาจตัวเอง จนต้องเกิด คตส. ป.ป.ช.เพิ่งมีหนังสือให้ไปให้ถ้อยคำว่าผมร้องเรียนเรื่องนี้จริงหรือไม่เมื่อเร็วๆนี้เอง” นายวีระกล่าว

ต่อมาเวลา 10.30 น. พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ประธานอนุกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม อภิปราย เรื่องการเสริมสร้างสังคมคุณธรรม ว่า ประเทศไทยให้ความเห็นชอบอนุสัญญาป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นประเทศแรกๆ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ทำ เราต้องแก้กฎหมายว่า ในกรณีของการให้และรับสินบนถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศต้องดำเนินคดีไม่มีที่สิ้นสุด ปีนี้สหประชาชาติส่งสองประเทศมาตรวจสอบประเทศไทยว่าแก้กฎหมายหรือยัง เราพูดถึงการส่งเสริมคนดีให้เข้ามาสู่การปกครอง พล.อ.เปรมเป็นตัวอย่างที่ดี เราหานักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ดีได้ไหม คนดีเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์สูง รู้ผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรมจริยธรรม
    
“กฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่มีการคุ้มครองพยาน แต่ต้องปฏิรูปกระบวนการคุ้มครองพยาน ปรากฏว่าทุกคนไม่ไว้วางใจตำรวจ ก็ต้องปฏิรูปตำรวจเหมือนกันว่าทำไมประชาชนไม่ไว้ใจ สิ่งที่ควรทำที่สุดในขณะนี้คือ การควบคุมการใช้เงิน คนมีเงินต้องโปร่งใสในการอธิบายว่าได้เงินมาจากไหน ต่อจากนี้ทุกคนต้องยื่นภาษีเงินได้ใช้เอกสารประกอบ ถ้ามีการใช้เงินซื้อสังหาริมทรัพย์เกินห้าแสนบาท อสังหาริมทรัพย์เกินหนึ่งบ้านบาทจะต้องแจ้ง ต่อไปจะบังคับประชาชนทุกคน ขณะนี้บางคนซื้อรถสามสิบล้านแต่ไม่มีที่มาของเงิน ถ้าทำได้เงินผิดกฎหมายทุกชนิดจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ผมไม่แน่ใจว่าทำไมบางคนกลัวการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ภาคประชาชนต้องตรวจสอบมากขึ้น ผมเห็นแต่สำนักข่าวอิสราที่ตามอยู่” พล.อ.อ.วีรวิทกล่าว


ทูลเกล้าฯ แล้ว ทั้งครม. - โผทหาร "อุดมเดช" ผบ.ทบ. "ฉัตรชัย" รอง "ไพบูลย์" รองปลัดกห.



วันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโผครม.ประยุทธ์ 1 มีดังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษาคสช. เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ควบรมว.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. รองหัวหน้าคสช.ฝ่ายความมั่นคง เป็นรองนายกฯ ควบรมว.ต่างประเทศ นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช.ฝ่ายกฎหมาย เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นรองนายกฯฝ่ายสังคม และม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองประธานคณะที่ปรึกษา คสช. เป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้าคสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นรมว.คมนาคม นายสมหมาย ภาษี เป็นรมว.คลัง นายดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นรมช.ต่างประเทศ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายสังคมและจิตวิทยา เป็น รมว.ศึกษาธิการ พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ

กอบกาญจน์ ท่องเที่ยว-สุธี มท.2

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็น รมว.พาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็นรมช.พาณิชย์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็น รมว.ยุติธรรม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นรมว.แรงงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ปรึกษา คสช.เป็นรมว.มหาดไทย นายสุธี มากบุญ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรมช.มหาดไทย

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรมว.พลังงาน นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรมว.สาธารณสุข นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เป็นรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม นายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรมว.วัฒนธรรม

เปิดโผแต่งตั้ง-ย้ายนายพลทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2557 ตำแหน่งสำคัญ คาดว่ามีดังนี้ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผบ.สส. ขึ้นเป็น ผบ.สส. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสธ.ทหาร เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ. เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สมหมาย เกาฎีระ ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ตท.15) เป็น รองผบ.สส. (อัตราจอมพล) พล.อ.อักษรา เกิดผล เสธ.ทบ. (ตท.14) เป็น รองผบ.ส.ส. (อัตราจอมพล) พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ รองเสธ.ทหาร (ตท.15) เป็นเสธ.ทหาร (อัตราจอมพล) พล.อ.วิเชียร ศิริสุนทร ผอ.ศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริฯ (ตท.15) เป็นผบ.นทพ.

กองทัพบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. (ตท.14) ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผบ.ทบ. เป็นรองผบ.ทบ. พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสธ.ทบ. ขึ้น เป็นเสธ.ทบ. พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.14) กับพล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.15) ขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ทบ.

พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝ่ายยุทธการ (ตท.16) เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.เทพพงษ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.18) เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.ปราการ ชลยุทธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3

กองทัพเรือ คาดว่า พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วยผบ.ทร. (ตท.13) ขึ้นเป็นผบ.ทร. พล.ร.อ.พิจารณ์ ธีรเนตร ผบ.กองเรือยุทธการ (ตท.14) รองผบ.ทร. พล.ร.อ.อภิชัย อมาตยกุล ที่ปรึกษาพิเศษทร. เป็น เสธ.ทร.

กองทัพอากาศ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสธ.ทอ (ตท.14) เป็นผบ.ทอ. พล.อ.อ.อานนท์ จารยะพันธ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสธ.ประจำผบ.ทอ. (ตท.15) เป็นรองผบ.ทอ. (อัตราจอมพล) พล.อ.อ.วรฉัตร ธารีฉัตร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทอ. (ตท.15) เป็นประธานคณะที่ปรึกษาทอ.(อัตราจอมพล) พล.อ.ท.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. (ตท.16) เป็นเสธ.ทอ. พล.อ.ท.จอม รุ่งสว่าง รองเสธ.ทอ. (ตท.16) และพล.อ.ท.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ผู้ทรงคุณพิเศษทอ. เป็นผู้ช่วยผบ.ทอ.

ทูลเกล้าฯทั้งครม.-ย้ายทหาร

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ และรายชื่อการโยกย้ายแต่งตั้งนายทหารประจำปีขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว โดยพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ.เป็นผบ.ทบ., พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสธ.ทบ.เป็นเสธ.ทบ., พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสธ.ทหาร เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ.เป็นรองผบ.ทบ., พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผบ.สส.เป็นผบ.สส. และ พล.อ.วิชิต ศรีประเสริฐ หน.ฝสธ.ประจำผบช. เป็นประธานที่ปรึกษาทบ.

บินไทยเอาไม่อยู่ “นักบิน”ออกพรึ่บ! “นายกฯตู่” ส่ง “บิ๊กโย่ง” นั่งบอร์ดคุมฟื้นฟู

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
บินไทยเอาไม่อยู่ “นักบิน”ออกพรึ่บ! “นายกฯตู่” ส่ง “บิ๊กโย่ง” นั่งบอร์ดคุมฟื้นฟู
พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีกองทัพบก ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบอร์ดการบินไทยสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา พร้อมกับนั่งเก้าอี้ประธานคณะอนุกรรมการติดตามแผนฟื้นฟูการบินไทยควบอีก 1 ตำแหน่ง

รายงานพิเศษ
      
       พลันเมื่อกระแสข่าวว่านักบินของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ลาออกเกือบ 200 คน ทำเอาคนในสังคมแตกตื่น เสาะหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร เหตุใดนักบินที่เติบโตมากับสายการบินระดับแนวหน้าของประเทศถึงหนีไปซบไหล่สายการบินคู่แข่งแทน
       กระทั่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557 พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาแถลงข่าวไขข้อสงสัยให้แก่สังคมได้ทราบว่า การบินไทยมีนักบินประมาณ 1,350 คน โดยตั้งแต่ปี 2553-2557จะ มีนักบินและผู้ช่วยนักบินลาออกเฉลี่ยประมาณ 30-40 คนต่อปี ครั้งล่าสุดก็ออกประมาณ 40 คน ซึ่งตัวเลขจำนวน 200 คน เป็นการนับรวมตั้งแต่ปี 2553-2556
      
       “นักบินและผู้ช่วยนักบินที่ลาออกไปจะออกไปอยู่กับสายการบินตะวันออกกลางเนื่องจากมีเงินเดือนสูงกว่า ซึ่งเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตปกติที่นักบินต้องการอยู่ในที่ที่มีผลตอบแทนมากกว่า ในขณะที่ทางการบินไทยเองก็จะมีการรับนักบินเข้ามาทำงานในแต่ละปีเพื่อทดแทน
      
       “อีกทั้งการผลิตนักบินการบินไทยจะใช้เวลาค่อนข้างมาก โดยเริ่มต้นจากการจัดส่งให้นักบินไปฝึกบินเครื่องบินใบพัด 1 ปีที่โรงเรียนการบินหัวหิน นครพนม ดอนเมือง จากนั้นต้องกลับมาฝึกเครื่องยนต์ไอพ่น และประจำฝูงบิน รวม 8 ปีถึงจะขึ้นเป็นนักบินได้ ซึ่งการลาออกไปอยู่สายการบินอื่นคงต้องเปรียบเทียบเรื่องรายได้ ผลประโยชน์ แต่บริษัทก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนนักบิน มีการกำหนดมาตรฐานนักบินเพื่อให้บริษัทมีนักบินที่มีความรู้ความสามารถและบินด้วยความปลอดภัย”รักษาการดีดีการบินไทยชี้แจงข้อเท็จจริง
      
       ในขณะที่ ร.ท.อธิศักดิ์ พัดชื่นใจ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ การบินไทย ก็ตัดพ้อว่า บจม.การบินไทยเป็นองค์กรที่ผลิตนักบินที่มีคุณภาพ ปั้นกับมือลงทุนไปเป็นล้าน ทว่า สายบินอื่นจะชุบมือเปิบไปดูจะไม่เหมาะไม่ควรเท่าไหร่นัก
      
       “การบินไทยสร้างคนจากศูนย์กว่าจะเป็นนักบินได้ ต้องใช้เวลา 7-8 ปี ลงทุนฝึกนักบิน 1 คน ในเวลา 2 ปี ถึง 2 ปีครึ่งซึ่งใช้เงินประมาณ 4 ล้านบาท การรับนักบินเข้ามาทำงานในแต่ละปีก็จะคัดเลือกตามเกณฑ์มาตรฐาน ผ่านการฝึกตามขั้นตอนทำงาน 7-8 ปี จึงจะได้ขึ้นเป็นนักบิน ในขณะที่หากย้ายไปสายการบินอื่น โดยเฉพาะตะวันออกกลางจะใช้เวลา 1-2 ปีจึงจะได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นนักบิน เพราะต้องยอมรับว่าได้ผ่านการฝึกจากการบินไทยไปแล้ว ประกอบกับสายการบินตะวันออกกลางมีการขยายฝูงบินจึงต้องการนักบินมากจึงเสนอผลตอบแทนมหาศาล ซึ่งนักบินของการบินไทยมีการฝึกมาตรฐานมาทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สายการบินอื่นจะอยากได้ ในขณะที่บริษัทไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่จะดึงดูดนักบินไว้ได้หมด”
      
       สำหรับอัตราเงินเดือนของนักบินสายคู่แข่งนั้น ร.อ.อ.มนตรี จำเรียง รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ออกมาแจกแจกให้ฟังว่าอัตราเงินเดือนนักบินเจแปนแอร์ไลน์สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือน แต่จะมีการกำหนดชั่วโมงบินชัดเจน ส่วนสายการบินตะวันออกกลางเฉลี่ยที่ 7 แสนบาท ขณะที่การบินไทยเงินเดือนอยู่ที่ 2.4 แสนบาท ยังไม่รวมค่าชั่วโมงบิน ซึ่งร.อ.อ.มนตรีก็ยอมรับว่าการปรับขึ้นเงินเดือนแต่ละปีค่อนข้างน้อย และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักบินลาออกไปอยู่สายการบินอื่นที่มีรายได้ดีกว่า
      
       ด้าน นายสนอง มิ่งเจริญ นายกสมาคมนักบินไทย ยืนยันว่า การที่นักบินของการบินไทยลาออก เพื่อไปอยู่กับสายการบินอื่น ไม่ถือเป็นภาวะวิกฤต และกระทบต่อการทำการบิน เพราะการบินไทยมีการฝึกนักบินขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันตัวเลขนักบินที่ลาออกจากบริษัทการบินไทยขณะนี้ มีจำนวนไม่ถึง 200 คนอย่างที่มีกระแสข่าว แต่เป็นการนำตัวเลขการลาออกจากบริษัทหลายปีที่ผ่านมามารวมกัน โดยยอมรับว่า การย้ายสายการบินของนักบินขณะนี้ ถือเป็นการแสวงหาโอกาสที่ดีขึ้นของนักบินไทย
      
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักบินจะลาออกไม่ถึง 200 คน แต่ออกกันปีละ 30-40 คน ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิดไม่ใช่น้อยถึงการบริหารงานภายในการบินไทยเพราะต้องยอมรับว่า สายการบินแห่งชาติสายนี้ประสบกับเหตุวิกฤติมานาน โดยเฉพาะตัวเลขของผลประกอบการที่ลุ่มๆดอนๆ มาตลอด 3- 4 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อผนวกกับปัญหาที่การบินไทยให้ผลตอบแทนแก่นักบินน้อยกว่าสายการบินคู่แข่ง จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้นักบินตัดสินใจลาออกไปอยู่สายการบินอื่นแทน
      
       กล่าวสำหรับผลประกอบการของการบินไทยในปี 2556 ที่ผ่านมา(เดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนธันวาคม) มีรายได้รวม 211,605 ล้านบาท ขาดทุนก่อนอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ (ไม่รวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน) จำนวน 3,608 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 4,662 ล้านบาท (หากไม่รวมสายการบินนกแอร์ กำไร 4,434 ล้านบาท) โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 12,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2555 มีกำไรสุทธิ 6,510 ล้านบาท ซึ่งรวมผลขาดทุนที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานรวม 9,321 ล้านบาท ได้แก่ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินเป็นจำนวน 5,426 ล้านบาท และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 3,895 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.52 บาท เปรียบเทียบกับปี 2555 ซึ่งมีกำไรต่อหุ้น 2.85 บาท
      
       ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ประจำปี 2557 พบว่าบริษัท และบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 7,654 ล้านบาท โดยส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 7,662 ล้านบาท ทั้งนี้ มีรายได้จากการขายหรือการให้บริการ 42,767 ล้านบาท รายได้อื่น 1,667 ล้านบาท ซึ่งมาจากผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,008 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่าย 52,339 ล้านบาท ซึ่งพบว่าจ่ายค่าน้ำมันเครื่องบินมากที่สุดถึง 18,717 ล้านบาท รองลงมาคือค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 7,767 ล้านบาท ค่าบริการการบิน 5,179 ล้านบาท ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 5,151 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทมีสินทรัพย์ 300 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนมีสินทรัพย์ 307 ล้านบาท
      
       ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังจะขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยกล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการในปีนี้คาดว่าจะขาดทุนสูงกว่าปีก่อนที่ขาดทุน 12,000 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ในขณะที่รายจ่ายยังสูงเท่า เดิม ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1 - 3 ของยังติดลบ ส่วนปัญหาที่จะต้องจัดหาเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินตั้งแต่ ก.ย. นี้ เป็นต้นไป หรือประมาณ 15,600 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) วงเงิน 1,000 ล้านบาท และธนาคารออมสินอีก 5,000 - 7,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสภาพคล่องและชำระหนี้ค่าเครื่องบินที่แอร์บัส 330 ที่จะรับมอบในเดือน ต.ค. นี้
       ขณะที่ ร.อ.มนตรี จำเรียง รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวถึงแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องในปี 2557 - 2558 ว่า การบินไทยต้องขอกู้เงินจากกระทรวงการคลังรวม 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ต.ค. 2557 จำนวน 20,000 ล้านบาท และ เม.ย. 2558 จำนวน 7,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงรักษาทุนสำรองของบริษัทให้อยู่ในระดับปลอดภัย หรือไม่ต่ำกว่า 15% ของรายได้
      
       ส่วนการปรับลดพนักงานการบินไทย 6,000 คน ภายใน 5 ปี หรือลดจากปัจจุบัน 24,000 คน ให้เหลือ 18,000 คนในปี 2562 นั้น ในปีนี้จะปรับลดได้ประมาณ 1,500 คน แบ่งเป็นพนักงานที่มีปัญหาสุขภาพ 300 คน พนักงานที่เข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด 600 คน รวม 900 คน จะใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนอีก 600 คน เป็นพนักงานเกษียณตามปกติมีการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว ส่วนปีต่อไปจะเฉลี่ยปรับลดพนักงานปีละ 1,200 คน ส่วนแผนการปลดระวางและขายเครื่องบินเก่ายังคงทำต่อเนื่องเพื่อลดค่าเสื่อมสภาพ เพราะในแต่ละปีการบินไทยต้องสูญเสียค่าเสื่อมสภาพ (ด้อยค่าเครื่องบิน) ไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท
       อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นทางการบินไทยควรหยิบยกกรณีที่สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ หรือ JALอันเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ และเที่ยวบินขนส่งภายใน ที่การบินไทยเพิ่งจะออกมาพูดถึงกรณีจ่ายเงินเดือนให้แก่นักบินสูงสุด 1 ล้านบาทนั้น เป็นที่น่าสนใจว่า สายบินดังกล่าวเคยประสบกับวิกฤติล้มละลายเมื่อปี 2551 เนื่องจากมีการลงทุนซื้อเครื่องบินมากเกินจำเป็น รวมถึงมีบุคลากรมากเกินจำเป็นจำนวนถึง 50,000 หรือ30 เปอร์เซ็นต์ กระทั่งฟื้นตัวจากวิกฤติล้มละลาย ได้กำไรมากถึง 8.14 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาแค่ 2ปีเท่านั้น
      
       ในวารสาร “TPA News” คอลัมน์ แกะรอยญี่ปุ่น ชื่อเรื่องว่า “Kazuo INNAMORI ผู้พลิกฟื้นสายการบิน JALเมื่อสายการบินแห่งชาติ JALล้มละลาย” เขียนโดย ผศ.ประยูร เชี่ยววัฒนา ได้เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ Kazuo INNAMORI ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก “Kyocera Corporation” ที่ได้เข้ามาฟื้นฟู JALในสภาวะล้มละลาย และนี่คือส่วนหนึ่งของแนวคิดที่น่าสนใจของผู้บริหารท่านนี้
      
       “ผมรู้สึกอึดอัดใจเพราะบริษัทนี้ดูไม่เหมือนบริษัทเอกชนเอาเสียเลย เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงมักจะหาทางโอนย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ ในตำแหน่งสูงๆ ของบริษัทนี้ ผมเองรู้สึกแปลกใจที่พบว่าไม่มีผู้นำที่แท้จริงซึ่งมีความสามารถสามัคคีพนักงานทั้งหมดเข้าด้วยกันในยามวิกฤติ หากเราไม่สามารถฟื้นฟู JAL กลับมาใหม่ได้ มันก็จะเป็น การซ้ำเติมอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่อยู่แล้ว”
      
       การบินไทยควรจะมองปัญหาของ JAL เป็นกรณีตัวอย่าง ในอนาคตธุรกิจสายการบินระดับภูมิภาคจะกลับมาเป็นอันดับหนึ่งได้ เหมือนดังที่การบินไทยตั้งเป้าหมายไว้คงอยู่แค่เอื้อม
      
       แน่นอน ปัญหาการบินไทยคือเรื่องที่ท้าทายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมกระทั่งถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อดีตประธานบอร์ดการบินไทยที่กำลังจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
      
       โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ที่สามารถกล่าวได้ว่า ให้ความสำคัญกั้บการบินไทยเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่ง บิ๊กโย่ง “พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์” ปลัดบัญชีกองทัพบก เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดการบินไทยในการแต่งตั้งเที่ยวล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหคม 2557 ที่ผ่านมาเป็นแน่แท้
      
       แต่ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือ บอร์ดยังได้แต่งตั้ง พล.ท.อนันตพร เป็นประธานคณะอนุกรรมการติดตามแผนฟื้นฟูการบินไทยควบอีก 1 ตำแหน่งด้วย
      
        งานนี้ บอกได้คำเดียวว่า....ไม่ธรรมดา